นักดนตรีไทยในอุดมคติ
(โดย ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ)
๑. อุตสาหะ พยายามฝึกฝนตนเอง ทั้งทางฝีมือและความรู้
๒. ตั้งใจจริง ทั้งในเวลาเรียนและเวลาบรรเลง (รวมทั้งการขับร้อง)
๓. กล้าหาญ ไม่สะทกสะท้าน กระดากอายในการบรรเลง
๔. รื่นเริง นักดนตรีต้องไม่หงอยเหงา ต้องทำตัวให้เบิกบานรื่นเริงอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่การหัวเราะพร่ำเพรื่ออย่างที่เรียกว่าหน้าเป็น
๕.มารยาท ต้องมีกิริยาวาจาเรียบร้อย ทั้งในหมู่คณะและกับคนภายนอก รู้จักที่ต่ำที่สูงกาลเทศะ ไม่ทะนงตนยกตนข่มท่าน (คนอื่น)
๖.หน้าที่ ต้องระวังรักษาอย่าให้เสียได้ ตลอดจนหน้าที่ภายในวงบรรเลง คือเครื่องดนตรีชนิดใดมีหน้าที่อย่างไร ก็ต้องทำให้เรียบร้อยไม่บกพร่องหรือก้าวก่ายผู้อื่น
๗. ตรงต่อเวลา นี่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ควรยึดคติที่ว่า เราคอยเขาดีกว่าเขาคอยเรา
๘. สามัคคี ย่อมเป็นอุปกรณ์แก่ความสำเร็จของกิจการทั้งหลาย ยิ่งการดนตรี ยิ่งต้องการความสามัคคีมากที่สุด
๙. ขันติ (เป็นอุปกรณ์แก่สามัคคีอีกขึ้นหนึ่ง) ต้องมีความอดทดในการปฏิบัติงาน และอภัยในสิ่งซึ่งไม่ถูกใจต่างๆ อันเกิดจากเพื่อนฝูงในหมู่คณะ
๑๐. ใจนักกีฬา ในการถกเถียงกันด้วยวิชาการก็ดี ในการประชันขันแข่งก็ดี ต้องมีใจเป็นนักกีฬา ไม่ถือเอามาเป็นข้อเคียดแค้นผูกโกรธหรือพยาบาท ผู้ชนะต้องไม่เยาะเย้ย เหยียดหยามผู้แพ้ ผู้แพ้ไม่ต้องเสียใจหรือโกธรเคือง ต้องพยายามแก้ไขข้อบกพร่องที่แพ้ หรือถือเอาข้อที่ชนะเป็นความรู้ใส่ตัว
๑๑.งานกับอารมณ์อย่ารวมกัน ถึงแม้จะมีอารมณ์ทุกข์โศกหรือกลุ้มกลัดด้วยเหตุใดก็ตาม หากถึงเวลาจะทำงานหรือรื่นเริง ต้องเอาอารมณ์นั้นๆ แยกทิ้งไว้เสียต่างหาก ทำงานและรื่นเริงไปตามเหตุ ตามสถานการณ์ อีกอย่างหนึ่งแม้จะมีบุคคลที่โกรธเคืองกันมากในเรื่องส่วนตัวก็ตามเมื่อมีหน้าที่ เหตุ ให้ต้องร่วมกันเช่น ร่วมวงบรรเลงหรือร่วมการงาน ก็ต้องถือเอาหน้าที่ ที่ต้องร่วมมือร่วมกำลังกันนี้เป็นเกณฑ์ ส่วนอารมณ์ซึ่งโกรธเคืองกันมาอย่านำมาร่วมกันกับงานหรือการบรรเลง
๑๒. ปฏิบัติตนเพื่อศิลปะ นักดนตรีมีหน้าที่ทำความสุขสบาย ความรื่นเริงให้แก่โลก เราก็ต้องอุทิศตนให้แก่โลก ปฏิบัติหน้าที่ของเราไป โดยไม่ต้องท้อถอย ใครจะดูถูกดูหมิ่นอย่างไร ไม่ต้องคำนึงถึง ผู้ทำคุณก็ต้องทำความดีของตนไป จะไปกังวลอะไรกับคำเนรคุณ ซึ่งเป็นความไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง
นี่เป็นหัวข้อการปฏิบัติตนที่จะเป็นนักดนตรีที่ดีต่อไป แต่การอุตสาหพยายาม (ตามข้อ ๑)ที่จะให้เป็นผู้รับรู้จริงนั้น ควรนำหลักคำสอนที่ว่า สุ จิ ปุ ลิ คือ การหมั่นฟังคำสั่งสอน และการบรรเลงต่างๆ อยู่เสมอแล้วเก็บสิ่งนั้นๆ มาคิดค้นหาความเข้าใจและเหตุผล เมื่อสงสัยก็ไต่ถามผู้ที่มีความรู้พอที่จะอธิบายได้ การที่จะไต่ถามความรู้นี้ไม่ต้องนึกกระดากอายอะไร แม้ผู้ที่จะอธิบายได้จะเป็นเด็กกว่าเราก็ตาม พร้อมกันนั้นก็ควรจะบันทึกเอาไว้เพื่อกันลืมต่อไปด้วย
จากการที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น พอสรุปได้ว่า นักดนตรีไทยในอุดมคติที่พึงประสงค์นั้นควรจะได้รับการศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่เยาว์วัยและยาวนาน และต้องฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งจะต้องยึดหลักการปฏิบัติตนเป็นนักดนตรีที่ดีเอาไว้ในจิตใจ ฝึกฝนจนเป็นนิสัย และนำมาใช้ในวิถีชีวิต แล้วทุกคนจะประสบความสำเร็จดังประสงค์จงทุกประการ
หม่ำ ๆ รายยังค่ะ
ไงก็หลับฝันดีน่ะค่ะ..บะบาย